บทความสุขภาพเดือน มิ.ย.61 ครั้งที่ 1

บทความสุขภาพเดือน มิ.ย.61 ครั้งที่ 1

 

บุหรี่ไฟฟ้าอันตราย

          บุหรี่ไฟฟ้าเป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยสถาบันวิชาการแห่งชาติด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์และการแพทย์ ร่วมกับองค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริกา รายงานผลการศึกษา เรื่อง “ผลกระทบต่อสุขภาพของบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์หรือบุหรี่ไฟฟ้า” เมื่อวันที่ ๒๓ มกราคม พ.ศ.๒๕๖๑ ได้ข้อสรุปจากผลการวิจัยเชิงวิทยาศาสตร์มากกว่า ๘๐๐ ชิ้น พบว่า ในบุหรี่ไฟฟ้าและไอระเหยที่ผู้สูบพ่นออกมา ประกอบด้วยฝุ่นละออง      สารนิโคตินและสารพิษอื่นๆ จำนวนมากที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เช่น ฟอร์มัลดีไฮด์ และอะโครลีน โดยใน       ไอระเหยที่พ่นออกมาสามารถทำลายดีเอ็นเอและทำให้เกิดการกลายพันธุ์ได้ ซึ่งการสูดดมไอระเหยจากบุหรี่ไฟฟ้าเป็นเวลานาน ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง

          มีรายงานการวิจัยที่ระบุถึงอันตรายของการสูดไอระเหยจากบุหรี่ไฟฟ้าที่มีต่อเซลล์เยื่อบุหลอดเลือด     โดยหลังการสูดควันไอระเหยบุหรี่ไฟฟ้าเพียง ๑๐ ครั้ง จะสามารถตรวจพบเซลล์เยื่อบุหลอดเลือดที่ตายและ    หลุดลอยอยู่ในกระแสเลือดจำนวนมาก ซึ่งในระยะยาวอาจนำไปสู่การเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด นอกจากนี้ยังตรวจพบโลหะหนักในไอระเหยจากบุหรี่ไฟฟ้าอีกด้วย ซึ่งอาจมาจากขดลวดที่ใช้เป็นแหล่งความร้อน หรือส่วนอื่นๆ ของแท่งหลอดบรรจุแบตเตอรี่และของเหลว โดยแท่งหลอดบรรจุแบตเตอรี่และของเหลวจากบุหรี่ไฟฟ้าก็เป็นอันตรายอีกส่วนหนึ่ง ที่สามารถระเบิดได้ และมีความเสี่ยงมากขึ้นหากใช้แบตเตอรี่ที่มีคุณภาพต่ำ หรือเก็บไว้ในลักษณะที่ไม่ถูกต้อง หรือมีการดัดแปลง

          ปัจจุบันสถานการณ์การระเบิดของบุหรี่ไฟฟ้า ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เกิดขึ้น ๑๓ เหตุการณ์ โดยในประเทศไทยมีรายงานการระเบิด ๓ ราย หลังใช้บุหรี่ไฟฟ้าแล้วเกิดไฟลุกไหม้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นการใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นการเสี่ยงอันตรายมาก ประเทศไทยมีกฎหมายห้ามนำเข้าหรือขายในราชอาณาจักร

 

จากนิตยสาร หมอชาวบ้าน ฉบับประจำเดือน มิ.ย.๖๑

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………........

แผนกข้อมูลข่าวสาร กองเวชสารสนเทศ (โทร.๕๒๗๐๖)

  

น้ำ มีประโยชน์

“น้ำ” คือ สารอาหารสำคัญชนิดหนึ่งของร่างกาย เราสามารถมีชีวิตอยู่ได้หลายสัปดาห์โดยไม่ต้องกินอาหาร แต่อยู่ได้ไม่กี่วันหากขาดน้ำ โดยทั่วไปการดื่มน้ำสะอาดส่งผลดีต่อสุขภาพ เนื่องจากสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง ส่งผลถึงอากาศที่ร้อนมากขึ้น ทำให้หลายคนดับร้อน ผ่อนกระหายด้วยการดื่มน้ำหวาน น้ำอัดลม เครื่องดื่มชาเขียว กาแฟสด ชาชง ในปริมาณที่เพิ่มมากขึ้น เพราะเข้าใจว่าความหวานจะช่วยดับกระหาย ลดการสูญเสียน้ำของร่างกาย การดับกระหายด้วยเครื่องดื่มที่มีรสหวานปริมาณที่มากเกินไปส่งผลกับร่างกายตามมา ได้แก่ โรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ จากการศึกษาของเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวานปี ๒๕๕๙ พบว่า คนไทยบริโภคน้ำตาลเฉลี่ย ๓๙.๔ กิโลกรัมต่อปี หรือ ๑๐๘ กรัมต่อวัน (๒๗ ช้อนชาต่อวัน) เป็นปริมาณ     ที่มากกว่าองค์การอนามัยโลกแนะนำถึง ๕ เท่า (ไม่เกิน ๖ ช้อนชาต่อวัน)

          ปี ๒๕๖๐ พบอัตราโรคอ้วนในวัยเรียน ร้อยละ ๑๐.๑๕ โดยแหล่งที่มาสำคัญของการได้รับน้ำตาลมากเกินของเด็กไทย ได้แก่ น้ำอัดลมและนมเปรี้ยว ซึ่งการได้รับน้ำตาลมากเกินความจำเป็นจะทำให้ร่างกายไม่สามารถ  เผาผลาญหรือนำไปใช้ไม่หมด กลายเป็นไขมันสะสมในร่างกาย เกิดโรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูงตามมา

          ดังนั้น จึงควรเริ่มต้นกินหวานให้น้อยลงให้เป็นนิสัย เป็นการสร้างความเคยชินในการรับรสตัวเองและกลายเป็นคนไม่ติดหวาน ลดการเติมน้ำตาลทุกครั้งทั้งในอาหารคาว อาหารหวาน

          หากมื้อใดที่รู้ว่ากินอาหารที่มีน้ำตาลไปแล้ว ก็ควรลดในมื้อต่อไป แต่พยายามควบคุมการกินน้ำตาล      จะดีกว่าและกินอาหารธรรมชาติเป็นหลัก

 

จากนิตยสาร หมอชาวบ้าน ฉบับประจำเดือน มิ.ย.๖๑

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………........

แผนกข้อมูลข่าวสาร กองเวชสารสนเทศ (โทร.๕๒๗๐๖)

  

ดับกลิ่นปาก

          คนที่มีกลิ่นปากหลายคนมักไม่ค่อยรู้ตัว จึงเผลอปล่อยละเลยทำให้ตนเองเสียบุคลิก ดังนั้นถ้ามีกลิ่นปาก จะทำอย่างไร

          สัญญาณเตือนว่าคุณอาจมีกลิ่นปาก เช่น มีคราบขาวๆ หรือเหลืองๆ ติดบนแผ่นลิ้นให้เห็นบ่อยๆ สัมผัสรสชาติแปลกๆ ในปากเสมอ (ขม เปรี้ยว ซ่า) ปากแห้ง หรือน้ำลายเหนียวข้นเสมอ มีเสมหะติดคอ มีคนเตือนว่าคุณมีกลิ่นปาก เป็นต้น

          เทคนิคขจัดกลิ่นปาก

          - หลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มหวานๆ เพื่อป้องกันการสะสมของคราบพลัดในช่องปาก

          - แปรงฟัน และใช้ไหมขัดฟันทำความสะอาดปากและฟันอย่างน้อยวันละ ๒ ครั้ง อย่าลืมแปรงระหว่างฟันและเหงือก แปรงลิ้น กระพุ้งแก้ม และเพดานปากด้วย

          - บ้วนปากหรือแปรงฟันเสมอหลังรับประทานอาหาร

          - ผู้ที่ใส่เหล็กดัดฟัน ฝาครอบฟัน หรือฟันปลอดชนิดถอดได้ ควรทำความสะอาดด้วยทุกครั้งที่แปรงฟัน ก่อนนำกลับไปใส่ในปากอีกครั้ง

          - ดื่มน้ำเปล่าปริมาณมากๆ ในแต่ละวันช่วยให้ปากสะอาด และลดอาการปากแห้ง

          - รับประทานอาหารเช้าเป็นประจำ เพื่อกระตุ้นให้น้ำลายในปากทำงานเป็นปกติ

          - หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์

          - เคี้ยวหมากฝรั่ง (ชนิดไม่มีน้ำตาล)

          เมื่อรู้ตัวว่ามีกลิ่นปากควรรีบหาทางแก้ไขโดยการรักษาความสะอาดในช่องปากให้ดี หรือหากเป็นโรคเกี่ยวกับฟันหรือเหงือกก็ควรรีบปรึกษาทันตแพทย์เพื่อหาทางรักษาที่ถูกต้องต่อไป

 

จากนิตยสาร Health Today ฉบับประจำเดือน มี.ค.๖๑

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………........

แผนกข้อมูลข่าวสาร กองเวชสารสนเทศ (โทร.๕๒๗๐๖)

 

WHO เตรียมประกาศชื่อโรคใหม่ “โรคติดเกม”

          องค์การอนามัยโลก (WHO) เตรียมประกาศรับรองให้พฤติกรรมติดเกมเป็นอาการป่วยประเภทหนึ่ง    โดยจะตีพิมพ์ลงในบัญชีจำแนกโรคระหว่างประเทศ (International of Diseases) หรือ ICD-๑๑ (ฉบับที่ ๑๑) ภายในปี พ.ศ.๒๕๖๑ บัญชีนี้มีวัตถุประสงค์ในการจัดประเภทอาการป่วยตามเกณฑ์ต่างๆ และเป็นคู่มือสำหรับการจำแนกโรค ซึ่งยังไม่มีการเปิดเผยว่าโรคติดเกมจะใช้ชื่อเป็นทางการว่าอย่างไร และมีเกณฑ์การวินิจฉัยอย่างไรบ้าง

          จากรายงานของ New Scientist ระบุว่าคู่มือดังกล่าวขององค์การอนามัยโลกจะได้รับการปรับปรุงเนื้อหาเป็นครั้งแรกในรอบ ๒๗ ปี และในครั้งนี้เองได้มีการบรรจุเอาโรคใหม่อย่างโรคติดเกมลงไปด้วย องค์การอนามัยโลกชี้ว่าการติดเกมจะหมายถึง รูปแบบพฤติกรรมการเล่นวีดีโอเกมดิจิตอลไม่ว่าจะออนไลน์หรือออฟไลน์ โดยมีปัญหาการควบคุมตนเอง เช่น ความถี่ในการเล่น ระยะเวลาต่อครั้ง หรือไม่สามารถเลิกได้ ให้ความสำคัญกับเกมเกินกว่ากิจกรรมประจำวันหรือสิ่งอื่นในชีวิต รวมถึงการเล่นต่อเนื่องโดยไม่สนใจผลกระทบทางลบที่จะตามมา ซึ่งสร้างความเสียหายต่อตนเอง ครอบครัว สังคม การศึกษา อาชีพ หรือการทำงานอื่นๆ

 

จากนิตยสาร Health Today ฉบับประจำเดือน มี.ค.๖๑

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………........

แผนกข้อมูลข่าวสาร กองเวชสารสนเทศ (โทร.๕๒๗๐๖)

  

กินผักใบเขียวชะลอสมองเสื่อม

          ผลการวิจัยในวารสาร Neurology ระบุว่า การกินผักใบเขียววันละ ๑ ส่วนบริโภคในคนสูงอายุช่วยให้สมองเสื่อมช้าลง การทดลองนี้เป็นการติดตามคนสูงอายุซึ่งอายุเฉลี่ย ๘๑ ปี จำนวน ๙๖๐ คน เป็นเวลาประมาณ ๕ ปี ซึ่งก่อนเข้าสู่การทดลองไม่มีใครเป็นโรคสมองเสื่อม ผลการศึกษาระหว่างกลุ่มที่กินผักเฉลี่ยวันละ ๑.๓ ส่วนบริโภคกับกลุ่มที่กินผักเฉลี่ยวันละ ๐.๑ ส่วนบริโภค (๑ ส่วนบริโภคเท่ากับครึ่งถ้วยตวงของผักต้ม) พบว่าคนที่กินผักมีความจำลดลงน้อยกว่าคนที่ไม่กินหรือกินผักใบเขียวน้อย ความแตกต่างนี้ยังคงมีอยู่เมื่อพิจารณาร่วมด้วย เช่น การสูบบุหรี่ ความดันโลหิตสูง โรคอ้วน ระดับการศึกษา การใช้สมอง และการออกกำลังกาย

          การศึกษานี้มีผลในแนวเดียวกับการศึกษาคนที่กินอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนไดเอ็ด ซึ่งมีหลักการคือ  กินผักมากแต่กินเนื้อแดงน้อย อย่างไรก็ตามการศึกษานี้ไม่เน้นคนไข้ที่มีภาวะสมองเสื่อมในตอนเริ่มต้นการศึกษา

 

จากนิตยสาร Health Today ฉบับประจำเดือน มี.ค.๖๑

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………........

แผนกข้อมูลข่าวสาร กองเวชสารสนเทศ (โทร.๕๒๗๐๖)