บทความสุขภาพเดือน ม.ค.61

โอเมก้า-๓ กรดไขมันอุดมประโยชน์

      กรดไขมันโอเมก้า-๓ เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาและการเจริญเติบโตของร่างกาย จำเป็นต้องได้รับจากอาหารเนื่องจากร่างกายไม่สามารถสร้างได้เอง กรดไขมันกลุ่มนี้มีหลายชนิด แต่ที่มีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพ ได้แก่ กรดไขมันแอลฟา-ไลโนเลอิก กรดไขมันอีพีเอ และกรดไขมันดีเอชเอ โดยเฉพาะกรดไขมันอีพีเอและดีเอชเอที่ช่วยลดกระบวนการอักเสบในร่างกาย

          - กรดไขมันอีพีเอ มีคุณสมบัติลดการจับตัวของเกล็ดเลือด สร้างสารที่ทำให้เส้นเลือดขยายตัว ช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดี จากการศึกษาพบว่าน้ำมันปลาที่มีกรดไขมันอีพีเอปริมาณสูงอาจช่วยลดอาการซึมเศร้าได้

          - กรดไขมันดีเอชเอ เป็นส่วนประกอบของผนังเซลล์ มีผลต่อการทำงานของเนื้อเยื่อต่างๆ เช่น     เซลล์ประสาท สมอง และจอตา มีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตและสร้างระบบสมองทารก

          แหล่งโอเมก้า-๓

          - กรดไขมันแอลฟา-ไลโนเลนิก ส่วนใหญ่ได้จากพืช เช่น วอลนัต เมล็ดแฟล็กซ์ เมล็ดเจีย ถั่วเหลือง และน้ำมันคาโนล่า

          - กรดไขมันอีพีเอและดีเอชเอ พบในสัตว์ โดยเฉพาะปลาและอาหารทะเล เช่น ปลาแมคเคอเรล ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาซาร์ดีน ปลาสวาย ปลาดุก ปลาช่อน ปลาตะเพียน และปลากราย เป็นต้น

          จากการศึกษาพบว่าการรับประทานกรดไขมันอีพีเอและดีเอชเอวันละ ๒๕๐-๕๐๐ มิลลิกรัม        หรือรับประทานปลาที่อุดมไปด้วยกรดโอเมก้า-๓ อย่างน้อยสัปดาห์ละ ๒ ครั้ง ช่วยลดความเสี่ยงการเสียชีวิตจากโรคหัวใจประมาณ ๓๖%

 

จากนิตยสาร Health Today ฉบับประจำเดือน ม.ค.๖๑

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………........

แผนกข้อมูลข่าวสาร กองเวชสารสนเทศ (โทร.๕๒๗๐๖)

 

 

 

 

 

 

 

 

กระดูกพรุนชีวิตพัง

          ในอนาคตประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงของโรคกระดูกพรุน ดังนั้น เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนถึงอันตราย และวิธีป้องกันไม่ให้เกิดโรค โดยการเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรงตั้งแต่อายุยังน้อย แต่ถ้าเกิดโรคกระดูกพรุนแล้ว เป้าหมายสำคัญในการป้องกันและรักษาคือ ลดความเสี่ยง การเกิดกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุน ซึ่งประกอบด้วย ๒ แนวทาง ได้แก่

          การไม่ใช้ยา

          - รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง ควรได้รับแคลเซียมจากอาหาร ๘๐๐-๑,๐๐๐ มิลลิกรัมต่อวัน

          - ได้รับวิตามินดีอย่างเพียงพอ โดยการออกไปรับแสงแดดในช่วงเช้า

          - ออกกำลังกายตามความเหมาะสม เพื่อชะลอการลดลงของมวลกระดูกและเพิ่มการทรงตัว

          - ปรับพฤติกรรม เช่น งดสูบบุหรี่ ดื่มกาแฟและสุรา

          - ป้องกันการลื่นล้ม เช่น จัดสภาพแวดล้อมภายในบ้านให้ปลอดภัยจากการเกิดอุบัติเหตุ

          การใช้ยา

          ยาที่ใช้ในการรักษาโรคกระดูกพรุนมีทั้งยาที่ช่วยเพิ่มการสะสมของมวลกระดูกและยาลดการสลายกระดูก ซึ่งยาที่แพทย์ส่วนใหญ่สั่งจ่ายจะเป็นยาลดการสลายกระดูก มี ๒ รูปแบบคือ ยาชนิดรับประทานและยาฉีด ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่มีปัญหาด้านการกลืน และสามารถรับประทานยาได้อย่างสม่ำเสมอ แพทย์จะพิจารณาให้ยาชนิดรับประทาน โดยผู้ป่วยจะต้องรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม กลุ่มของผู้สูงอายุ มักมีภาวะหลงลืม กินยายาก หรือต้องรับประทานยารักษาโรคอื่นๆ วันละมากๆ ในกรณีนี้แพทย์จะพิจารณา       ให้ยาฉีด เนื่องจากการฉีดยาแต่ละครั้งยาจะคงประสิทธิภาพได้หลายเดือน

          โรคกระดูกพรุนป้องกันได้ แต่ถ้าเป็นแล้ว ควรระวังไม่ให้หกล้มและไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษา      ที่เหมาะสมต่อไป

 

จากนิตยสาร Health Today ฉบับประจำเดือน ม.ค.๖๑ ข้อมูลอ้างอิง : เรียบเรียงจากการบรรยายเรื่อง “กระดูกพรุน ชีวิตพัง” โดย รศ.นพ.สาธิต  เที่ยงวิทยาพร ในงานสุขภาพเต็มร้อย วันที่ ๕  พ.ย.๒๕๖๐

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………........

แผนกข้อมูลข่าวสาร กองเวชสารสนเทศ (โทร.๕๒๗๐๖)

 

 

 

 

ประคบร้อนหรือเย็น

          หลายคนอาจไม่เข้าใจว่า เมื่อได้รับบาดเจ็บของกล้ามเนื้อจากอุบัติเหตุ หรือการเล่นกีฬา จะใช้การประคบเย็นหรือประคบร้อน เพื่อลดอาการบาดเจ็บ ซึ่งมีคำแนะนำดังนี้

          การใช้ความร้อน สามารถใช้ผ้าอุ่น แผ่นความร้อน ขี้ผึ้งหลอมเหลว การอาบน้ำอุ่น หรือการแช่น้ำอุ่น ช่วยลดความเจ็บปวดได้ ความร้อนช่วยขยายหลอดเลือดจึงมีเลือดมาเลี้ยงบริเวณที่ปวดมากขึ้น และยังช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่เกร็งหรือเป็นตะคริว

          วิธีใช้ความร้อนรักษา

          - ใช้ความร้อนครั้งละ ๑๕ นาที วันละ ๒-๓ ครั้ง

          - อย่าใช้ความร้อนสูงหรือนานเกินไปเพื่อป้องกันการลวก

          - อย่านอนบนแผ่นความร้อน แต่ควรใช้แผ่นความร้อนวางบนบริเวณที่ต้องการ

          - อย่าเผลอหลับขณะใช้แผ่นความร้อน เพราะอาจร้อนมากจนไหม้ได้

          ข้อควรระวัง ในกรณีที่บาดเจ็บเฉียบพลัน เช่น นักฟุตบอลข้อเท้าแพลง ไม่ควรใช้ความร้อนประคบ เพราะการบาดเจ็บลักษณะนี้ย่อมมีการฉีกขาดของเนื้อเยื่อพังผืด และมีเลือดออก การประคบร้อนจะทำให้เลือดออก และบวมมากขึ้น การปฐมพยาบาลจึงควรใช้ความเย็น และควรพันผ้ายืด หรือทำการบีบกดจะช่วยให้เลือดออกน้อยลง

          การใช้ความเย็น อาจใช้ในรูปแบบของผ้าเย็น การราดน้ำเย็น แผ่นแช่เย็น หรือใช้ถุงแช่เย็นประคบ ความเย็นได้ผลดีในการปฐมพยาบาลการอักเสบจากการบาดเจ็บเฉียบพลัน เช่น ข้อเท้าแพลง กล้ามเนื้อฉีกขาด เพราะความเย็นช่วยให้หลอดเลือดหดตัว เลือดมาเลี้ยงบริเวณที่บาดเจ็บน้อยลง

วิธีใช้ความเย็นรักษา

- ใช้ความเย็นประมาณ ๑๕-๒๐ นาที วันละ ๔-๘ ครั้งในช่วง ๔๘ ชั่วโมงแรกของการบาดเจ็บหรือจนกว่าอาการบวมจะดีขึ้น

- ในกรณีที่ใช้น้ำแข็ง อย่าใช้นานเกินไป เพราะจะทำให้เนื้อเยื่อเสียหายหรือตายจากการขาดเลือด

- ไม่ควรใช้น้ำแข็งประคบโดยตรง ควรห่อด้วยผ้าก่อนประคบ

 

จากนิตยสาร Health Today ฉบับประจำเดือน ม.ค.๖๑ ข้อมูลจาก : นพ.นริศ  เจนวิริยะ ศัลยแพทย์

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………........

แผนกข้อมูลข่าวสาร กองเวชสารสนเทศ (โทร.๕๒๗๐๖)

 

 

เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ

ปีใหม่เป็นช่วงเวลาที่หลายคนใช้เป็นจุดเริ่มต้นของการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง วางแผน ตั้งเป้าหมายต่างๆ ในชีวิต สิ่งที่อยากให้คนไทยปรับเปลี่ยนมากที่สุดคือ เรื่องของ “แนวคิดในการดูแลสุขภาพของตัวเอง ไม่ใช่เพื่อตัวเองเท่านั้นแต่เพื่อความสุขของคนรอบข้างที่รักคุณ และทุกชีวิตในสังคมของเราอีกด้วย” เพราะการที่เราปล่อยปละละเลยไม่ดูแลตัวเอง ไม่ออกกำลังกาย ดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ กินอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ พักผ่อนไม่เพียงพอ จนกระทั่งล้มป่วย ผลเสียไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับเราเท่านั้น หากแต่กระทบถึงคนในครอบครัวด้วย เช่น หัวหน้าครอบครัวที่ดื่มเหล้าจนตับแข็ง หรือสูบบุหรี่จนเป็นมะเร็งปอด ส่งผลให้ภรรยาและลูกๆ ต้องแบกรับภาระต่างๆ หนักมากขึ้น ต้องมาดูแลผู้ป่วย ต้องหาเงินมาใช้จ่ายภายในครอบครัว สถานการณ์ย่ำแย่เหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นถ้าเราดูแลตัวเองให้แข็งแรง การที่เรามีสุขภาพดีไม่เพียงแต่สร้างความสุขให้กับตนเองและคนในครอบครัวเท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อสังคม เพราะเมื่อแข็งแรงก็ไม่ต้องไปพบแพทย์ ลดอัตราแออัดของผู้ป่วยในโรงพยาบาลที่ไม่จำเป็น ช่วยชาติประหยัดเงิน รัฐบาลสามารถนำงบประมาณส่วนนี้ไปพัฒนาประเทศในด้านอื่นๆ ที่ยังขาดแคลน หรือนำเงินไปช่วยชีวิตผู้ป่วยคนอื่นได้อีกมากมาย

          ดังนั้น มาสร้างความสุขเป็นของขวัญปีใหม่ให้ทุกคนโดยเริ่มต้นเปลี่ยนจากจุดเล็กๆ ที่ตัวเรา

 

จากนิตยสาร Health Today ฉบับประจำเดือน ม.ค.๖๑ ข้อมูลจาก : นศพ.ณัฐรดา  อุ่นภมรหล้า

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………........

แผนกข้อมูลข่าวสาร กองเวชสารสนเทศ (โทร.๕๒๗๐๖)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หลับฝันดี

การนอนหลับเป็นส่วนสำคัญของชีวิตเช่นเดียวกับอาหาร และการออกกำลังกายที่จะทำให้ต่อสู้กับภาระงานต่างๆ ในชีวิตได้ การปฏิบัติตามคำแนะนำจะช่วยให้คุณหลับสนิท สบาย และสุขได้ทั้งคืน

          เทคนิคหลับสบาย

          ๑. หลีกเลี่ยงชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน ๔-๖ ชั่วโมง ก่อนเข้านอน

          ๒. งดสูบบุหรี่ช่วงใกล้เวลานอนหรือกลางดึก

          ๓. อาหารมื้อเบาๆ ก่อนนอนอาจช่วยให้หลับได้ดีขึ้น

          ๔. ออกกำลังกายสม่ำเสมอช่วงเย็น ไม่ออกกำลังกายหนักๆ ก่อนเข้านอน

          ๕. อย่าบังคับตัวเองให้นอนหลับ เข้านอนเมื่อง่วงหรือร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย

          ๖. พยายามตื่นนอนให้เป็นเวลา

          ๗. ไม่ควรนอนหลับหลังบ่ายสามโมงไปแล้ว

          ๘. จัดห้องนอนให้เหมาะสมกับการนอน ไม่สว่าง ไม่ร้อน ไม่เสียงดังเกินไป

          การอดนอน หรือการนอนไม่เพียงพอทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ ถ้าอดนอนมากเกินไป ร่างกายจะสะสมจนเกิดความง่วงจนไม่สามารถฝืน อาจหลับใน และก่อให้เกิดอุบัติเหตุต่างๆ ตามมาได้ นอกจากนี้ยังอาจทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายลดลง สังเกตได้จากช่วงใดที่เราอดนอนมากๆ มักจะป่วยเป็นหวัดได้ง่าย และการอดนอนเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ เช่น โรคความดันโลหิตสูง และโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดได้ การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอจึงเป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องใส่ใจ

 

จากนิตยสาร Health Today ฉบับประจำเดือน ม.ค.๖๑

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………........

แผนกข้อมูลข่าวสาร กองเวชสารสนเทศ (โทร.๕๒๗๐๖)