บทความสุขภาพเดือน ธ.ค.60 ครั้งที่ 1

บทความสุขภาพเดือน ธ.ค.60 ครั้งที่ 1

 

ค้นพบการตัดต่อพันธุกรรมตัวอ่อนเพื่อยับยั้งโรค

          ทีมนักวิจัยจากสหรัฐอเมริกาและเกาหลีใต้ สามารถตัดต่อพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอของตัวอ่อนให้ปราศจากลักษณะทางพันธุกรรมที่ก่อให้เกิดโรคหัวใจเมื่อตัวอ่อนเจริญเติบโต ซึ่งผลการค้นพบดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการเนเจอร์ ซึ่งแนวความคิดนี้จะช่วยให้มนุษย์ค้นพบวิธีป้องกันความผิดปกติทางพันธุกรรมได้มากขึ้นในอนาคต

          ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยการสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สถาบันซอล์คและสถาบันวิทยาศาสตร์พื้นฐานแห่งเกาหลีใต้ได้เน้นการวิจัยไปที่โรคกล้ามเนื้อหัวใจหนาขึ้น เนื่องจากพันธุกรรมหรือ Hypertrophic cardiomyopathy ซึ่งเป็นภาวะผิดปกติที่มีอัตราการเกิดประมาณ ๑ ใน ๕๐๐ คน และอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันได้ ผลการศึกษาระบุว่า การแก้ไขยีนเกิดขึ้นในขั้นตอนการปฏิสนธิ โดยได้นำสเปิร์มจากชายที่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจหนาขึ้น เนื่องจากพันธุกรรมฉีดเข้าไปในไข่ที่ได้รับบริจาคพร้อมกับการใช้เทคโนโลยีคริสเปอร์เพื่อแก้ไขข้อบกพร่อง สามารถให้ผลสำเร็จในตัวอ่อนได้อย่างน้อยร้อยละ ๗๐

 

จากนิตยสาร Health Today ฉบับประจำเดือน พ.ย.๖๐

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………........

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

จัดบ้านป้องกันการล้ม

          ผลกระทบสำคัญของโรคกระดูกพรุนคือ “กระดูกหักง่าย” ซึ่งมักมีสาเหตุมาจาก “การล้ม” และสถานที่ที่ทำให้เกิดการล้มได้บ่อยที่สุดคือ “บ้าน” มีคำแนะนำในการจัดบ้านเพื่อป้องกันการล้มดังนี้

            -พื้นบ้าน จัดวางสิ่งของเครื่องใช้ให้เป็นระเบียบ อย่าวางสิ่งของใดๆ เกะกะบนพื้น หากปูพรมควรใช้เทปกันลื่นยึดติดไว้ไม่ให้พรมลื่นไปมา หากมีวายไฟตามพื้น ควรรวบสายไฟวางข้างผนัง

          -ขั้นบันได ไม่วางสิ่งของเกะกะบริเวณขั้นบันได หากราวบันไดชำรุดหรือพื้นบันไดไม่เรียบควรซ่อมแซม ควรติดไฟให้บริเวณบันไดมีแสงสว่างเพียงพอ รวมทั้งติดตั้งสวิตซ์เปิด-ปิดไฟทั้งชั้นบนและชั้นล่าง

          -ห้องนอน ควรเลือกเตียงนอนที่มีความสูงในระดับพอดี ไม่ต่ำติดพื้นเกินไป เพราะจะทำให้ลุกนั่งลำบาก ติดตั้งไฟระหว่างเตียงนอนไปยังห้องน้ำให้มีแสงสว่างเพียงพอในเวลากลางคืน

          -ห้องน้ำ ติดแผ่นยางกันลื่นที่พื้นห้องน้ำ ติดราวจับที่แข็งแรงเพื่อเป็นเครื่องมือช่วยพยุงหรือเกาะยึดเมื่อจะเข้าไปใช้หรือลุกจากโถส้วม

          เป้าหมายในการรักษาโรคกระดูกพรุนคือ การป้องกันไม่ให้เกิดภาวะกระดูกหัก การที่จะทำให้กระดูกกลับไปแข็งแรงเหมือนวัยหนุ่มสาวเป็นไปได้ยาก การจัดสภาพแวดล้อมในบ้านให้ปลอดภัยจากการเกิดอุบัติเหตุ เป็นวิธีป้องกันและรักษาวิธีหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม

 

จากนิตยสาร Health Today ฉบับประจำเดือน พ.ย.๖๐

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………........

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โรคไทฟอยด์

          เกิดจากการติดเชื้อซัลโมเนลล่า อาการที่เกิดขึ้น ได้แก่ ไข้ ปวดศีรษะ ผื่น หนาวสั่น อาเจียน ปวดท้อง อาจมีอาการท้องผูกหรือถ่ายเหลวก็ได้ อุจจาระมีกลิ่นเหม็น ปวดเมื่อยตามตัว หากการติดเชื้อรุนแรง จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการซึม สับสน เลือดออกในลำไส้ ลำไส้ทะลุ และนำไปสู่การเสียชีวิตได้ ในรายที่มีอาการน้อย หากไม่รักษา อาจจะมีอาการนาน ๓-๔ สัปดาห์ และมีอัตราการเสียชีวิตประมาณ ๑๒-๓๐ %

          โรคไทฟอยด์จะติดต่อผ่านทางการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อนี้เข้าไป โดยเชื้อโรคจะอาศัยอยู่ในคนเท่านั้น สามารถพบเชื้อนี้ในลำไส้และในกระแสเลือด นอกจากนี้เมื่อรักษาหายแล้วยังพบว่ามีคนกลุ่มหนึ่งยังคงเป็นพาหะของโรคนี้ กล่าวคือยังสามารถแพร่เชื้อไทฟอยด์ในอุจจาระได้แม้จะไม่มีอาการแล้วก็ตาม

          แม้ว่าประเทศที่สุขอนามัยยังไม่ดี เช่น อินเดีย ประเทศในทวีปแอฟริกาหรืออเมริกาใต้ จะมีการติดเชื้อไทฟอยด์มากกว่าประเทศไทย แต่ในประเทศไทยเองก็พบการติดเชื้อได้เช่นเดียวกัน จากข้อมูลของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พบผู้ติดเชื้อไข้ไทฟอยด์ตั้งแต่ ๑ ม.ค.-๕ ต.ค.๒๕๖๐ จำนวน ๘๐๒ ราย จังหวัดที่พบผู้ป่วยมากที่สุด ๓ อันดับแรกคือ นราธิวาส บึงกาฬ และแพร่ ตามลำดับ โดยภาคใต้เป็นภาคที่พบผู้ป่วยมากที่สุด

 

จากนิตยสาร Health Today ฉบับประจำเดือน พ.ย.๖๐ ข้อมูลจาก พญ.พลอย ลักขณะวิสิฏฐ์ แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………...............................

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

กระเพาะปัสสาวะอักเสบ

          ปัจจุบันด้วยสภาวะการทำงานที่มีการแข่งขันสูง ทำให้หลายคนต้องทำงานหนัก เพื่อความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน จนลืมนึกถึงผลเสียจากการทำงานหนัก นั่งทำงานจนปวดเมื่อยกล้ามเนื้อต้นคอและหลัง จ้องคอมพิวเตอร์จนปวดตา ตาพร่า หรือจดจ่อกับงานจนไม่ได้เข้าห้องน้ำตลอดทั้งวัน

          “การกลั้นปัสสาวะ” เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะได้ โดยเฉพาะผู้หญิงมีความเสี่ยงที่จะเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบมากกว่าผู้ชาย ๓๐ เท่า จากงานวิจัยพบว่า ผู้หญิงเกือบ ๕๐-๖๐% เคยมีปัญหากระเพาะปัสสาวะอักเสบ เนื่องจากท่อปัสสาวะของผู้หญิงมีความยาวเพียง ๔-๕ ซม. (ท่อปัสสาวะผู้ชายยาว ๒๐ ซม.) ร่วมกับการกลั้นปัสสาวะ ทำให้เชื้อแบคทีเรียเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะได้ง่าย

          การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะแบ่งเป็น ๒ ส่วนคือ ส่วนบนและส่วนล่าง โดยการติดเชื้อส่วนบนจะมีความรุนแรงมากกว่า คนส่วนใหญ่มักจะติดเชื้อแค่ส่วนล่าง แต่ถ้าไม่ได้สนใจกับอาการผิดปกติ เช่น อาการปวดเมื่อปัสสาวะ ปวดบริเวณท้องน้อย แล้วไม่ได้ไปพบแพทย์ อาจทำให้เชื้อแบคทีเรียไปถึงระบบปัสสาวะส่วนบนได้ อาการยิ่งรุนแรงมากขึ้น อาจมีไข้ ปวดหลัง กรวยไตหรือไตอักเสบ     ส่งผลให้ไตวายเฉียบพลัน ติดเชื้อในกระแสเลือด ความดันโลหิตต่ำจนช็อก เป็นอันตรายถึงชีวิตได้หากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที

          วิธีลดความเสี่ยงการติดเชื้อของทางเดินปัสสาวะคือ “ไม่กลั้นปัสสาวะ” พยายามเข้าห้องน้ำทุก ๒-๓ ชั่วโมง วิธีนี้นอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะแล้ว ยังช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เพราะได้ขยับท่าทาง นอกจากนี้ควร “ดื่มน้ำมากๆ” ถ้าขาดน้ำ ปัสสาวะที่ออกมาจะเข้มมาก เนื่องจากร่างกายต้องเก็บกักน้ำไว้ เชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในปัสสาวะก็เข้มข้นมากขึ้น ส่งผลให้ติดเชื้อได้ง่ายขึ้น ดังคำกล่าวที่ว่า “ดื่มน้ำให้เพียงพอ เดินต่อเข้าห้องน้ำ ลดความเสี่ยงทางเดินปัสสาวะติดเชื้อ”

 

จากนิตยสาร Health Today ฉบับประจำเดือน พ.ย.๖๐ ข้อมูลจาก พญ.จุฬาลักษณ์ แต่บรรพกุล

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………........

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รู้ทัน ไข้หวัดใหญ่

          ไข้หวัดใหญ่ เกิดจากการติดเชื้อไวรัส Influenza ซึ่งมีหลายสายพันธุ์ เช่น สายพันธุ์ A และ            สายพันธุ์ B อาการสำคัญของไข้หวัดใหญ่คือ อาการไข้สูงมากกว่า ๓๘ องศาเซลเซียส ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ไอ และอ่อนเพลียมาก ในขณะที่ไข้หวัดธรรมดามักไม่มีไข้สูง และมีอาการเด่นคือ คัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ จาม

          ไข้หวัดใหญ่ ติดต่อทางการหายใจ โดยจะได้รับเชื้อที่ออกมาปนเปื้อนอยู่ในอากาศ เมื่อผู้ป่วยไอ จาม หรือสัมผัสฝอยละอองน้ำมูก น้ำลาย ของผู้ป่วย แล้วใช้มือสัมผัสที่จมูกและปาก โดยเชื้อจะใช้เวลาฟักตัว ๑-๓ วัน ผู้ที่ได้รับเชื้อไข้หวัดใหญ่สามารถแพร่กระจายเชื้อได้ตั้งแต่ระยะที่ไม่มีอาการไปจนถึงมีอาการไปแล้ว ๓-๕ วัน

          การรักษาละป้องกัน การให้ยาต้านไวรัส Oseltamivir ภายใน ๔๘ ชั่วโมง นาน ๓-๕ วัน จะช่วยลดอาการและจำนวนเชื้อไวรัสชนิด A ในสารคัดหลั่งที่ทางเดินหายใจได้ อย่างไรก็ตามการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สามารถทุเลาได้เองภายใน ๑-๒ สัปดาห์ โดยให้การรักษาประคับประคอง ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลทุกราย ยกเว้นบางกลุ่มที่อาจมีอาการรุนแรง เช่น ผู้ที่อายุ ๖๕ ปีขึ้นไป หรือเด็กที่อายุต่ำกว่า ๒ ปี

          การป้องกัน เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโดยสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา ล้างมือบ่อยๆ โดยเฉพาะหลังจากที่สัมผัสสารคัดหลั่ง แยกผู้ป่วยและสิ่งของเครื่องใช้จนกว่าอาการจะทุเลา และการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไข้หวัดใหญ่หลายสายพันธุ์มากขึ้น อย่างไรก็ตามเนื่องจากมีองค์ประกอบของโปรตีนไข่อยู่ในวัคซีนด้วย จึงควรหลีกเลี่ยงในผู้ที่  แพ้ไข่

          การสังเกตอาการตนเอง เพื่อที่จะได้รักษาและดูแลตัวเองเบื้องต้น เพราะถ้าประชาชนมีความรู้เกี่ยวกับอาการของโรค สามารถให้การดูแลรักษาเบื้องต้น

 

จากนิตยสาร Health Today ฉบับประจำเดือน พ.ย.๖๐ ข้อมูลจาก นพ.ดุษฎี จรัญวรากรชัย

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………........