บทความสุขภาพเดือน พ.ย.60 ครั้งที่ 2

บทความสุขภาพเดือน พ.ย.60ครั้งที่ 2

 

สังเกตอาการแพ้ยา

          ปัจจุบันมียาหลายประเภทในการรักษาโรคต่างๆ และมีวิธีการใช้ยาแบบต่างๆ เช่น การกิน การฉีด การทา โดยผู้ใช้ยาและบุคคลใกล้ชิดควรสังเกต หากผู้ใช้ยามีอาการที่ผิดปกติ ซึ่งอาจเกิดอาการแพ้ยา

          อาการแพ้ยาแบ่งเป็น ๓ กลุ่ม ตามลำดับความรุนแรงของอาการที่เกิดขึ้น

          - กลุ่มที่มีอาการแพ้ยาอ่อนๆ อาการจะไม่รุนแรงมาก พบว่ามีผื่นแดง คัน คล้ายลมพิษ หรือมีอาการบวมตามอวัยวะต่างๆ เช่น หนังตา ริมฝีปาก

          - กลุ่มอาการแพ้ระดับความรุนรงปานกลาง อาการที่พบได้คือ อาการใจสั่น แน่นหน้าอก คลื่นไส้ อาเจียน หายใจไม่สะดวก คล้ายอาการหอบหืด

          - กลุ่มที่มีอาการแพ้ระดับความรุนแรงสูง ซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้ใช้ยา อาจทำให้เกิดอาการช็อกจากการแพ้ยา เรียกว่า anaphylactic shock ซึ่งผู้แพ้จะมีอาการเป็นลม หมดสติ ตัวเย็น ความดันโลหิตต่ำ หยุดหายใจได้ หรือมีผิวหนังเป็นตุ่มพุพองเปื่อยคล้ายโดนไฟลวก ปากเปื่อย เยื่อบุตาอักเสบ มีไข้ ปัสสาวะแสบ    ซึ่งจะเรียกว่ากลุ่มอาการ Stevens-Johnson syndrome

          หากผู้ใช้ยาสังเกตพบอาการผิดปกติต่างๆ ควรหยุดใช้ยา และรีบปรึกษาแพทย์ พยาบาล เภสัชกร เพื่อให้การรักษาที่เหมาะสม และควรจำว่าตัวเองแพ้ยาชนิดใด ควรเขียนชื่อยาพกใส่กระเป๋าติดตัวเผื่อเหตุการณ์ฉุกเฉิน เพื่อประโยชน์ต่อตัวผู้แพ้ยาและทีมแพทย์ผู้รักษาต่อไป

 

จากนิตยสาร Health Today ฉบับประจำเดือน ต.ค.๖๐

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………........

แผนกข้อมูลข่าวสาร กองเวชสารสนเทศ (โทร.๕๒๗๐๖)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โรคหวัด หายได้ ไม่ต้องใช้ยาฆ่าเชื้อ

          ในช่วงปลายฝน ต้นหนาว โรคที่ทุกคนต้องระวังคือ “โรคหวัด” ซึ่งเป็นโรคที่ติดต่อผ่านทางเดินหายใจ เช่น น้ำลาย น้ำมูก ไอ จาม โดยมีอาการ ได้แก่ ไข้ คัดจมูก น้ำมูกใส ไอ เจ็บคอ ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส โดยทั่วไปจะไม่รุนแรง และหายเองใน ๕-๗ วันในคนที่มีภูมิคุ้มกันปกติ

          การดูแลตัวเองเมื่อเป็นหวัด

          - รับประทานยาลดไข้และเช็ดตัวลดไข้       - พักผ่อนให้เพียงพอ

          - ดื่มน้ำอุ่นช่วยลดอาการเจ็บคอ ไอ           - รับประทานยาแก้ไอ ยาลดน้ำมูก

          - ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ                        - ใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น

          แต่ถ้าอาการไม่ดีขึ้นภายใน ๑ สัปดาห์ น้ำมูกเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือเขียว มีไข้สูงขึ้นหลังจากไข้ลด ปวดหู ปวดโพรงไซนัส หายใจหอบเหนื่อย หรือหายใจเร็ว เจ็บคอมาก รับประทานอาหารหรือน้ำได้น้อย หรือมีอาการหน้ามืด วิงเวียนควรไปพบแพทย์ จากที่กล่าวมาการใช้ยาฆ่าเชื้อหรือยาปฏิชีวนะ (antibiotics) ในกลุ่มหวัดที่เกิดจากเชื้อไวรัสไม่ได้ช่วยให้หวัดหายเร็วขึ้น และจะทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น แพ้ยา และเชื้อแบคทีเรียดื้อยา อาการที่บ่งบอกว่าเป็นการติดเชื้อหวัดจากแบคทีเรียที่ควรได้รับยาฆ่าเชื้อ ได้แก่ น้ำมูกสีเขียวเหลือง ต่อมทอนซิลบวมแดงมีจุดหนอง มีต่อมน้ำเหลืองที่คอโตกดเจ็บ โดยควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ เมื่อเริ่มรับประทานยาฆ่าเชื้อควรรับประทานให้ครบ ไม่ควรหยุดยาถึงแม้อาการหวัดจะดีขึ้นเพราะอาจทำให้เชื้อดื้อยา

 

จากนิตยสาร Health Today ฉบับประจำเดือน ต.ค.๖๐

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………........

แผนกข้อมูลข่าวสาร กองเวชสารสนเทศ (โทร.๕๒๗๐๖)

 

 

 

 

 

 

 

 

ไวรัสตับอักเสบบี ภัยเงียบใกล้ตัว

          การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี เรื้อรัง เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคตับแข็ง ตับวาย มะเร็งตับ ส่งผลให้ประชากรจำนวนมากเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

          ประเทศไทยในยุคก่อนรณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกัน พบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี เรื้อรังมากถึงร้อยละ ๘.๒ กระทรวงสาธารณสุขจึงได้ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี สำหรับทารกแรกคลอดทุกคนตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๓๔ ซึ่งครอบคลุมทารกแรกคลอดถึง ๙๘ % ทำให้ปัจจุบันความชุกของโรคลดเหลือร้อยละ ๔

          เชื้อไวรัสตับอักเสบบี สามารถเข้าสู่ร่างกายโดยการสัมผัสเลือด หรือสารคัดหลั่ง เช่น การมีเพศสัมพันธ์ จากบาดแผลที่ผิวหนัง ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน รับเลือดและสารประกอบของเลือด และการติดต่อที่สำคัญซึ่งส่งผลให้เกิดการติดเชื้อเรื้อรังคือ จากมารดาสู่ทารกในระยะคลอด ซึ่งสามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีน

          การปฏิบัติตัวเมื่อตรวจพบไวรัสตับอักเสบ บี

          - ปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินระยะของโรค และวางแผนการรักษา

          - ลดโอกาสส่งต่อโรคสู่ผู้อื่นโดยการป้องกันเมื่อมีเพศสัมพันธ์ งดบริจาคเลือด งดใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น

          - งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

          - รับการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ เอ

          นอกจากนี้แนะนำให้ผู้ป่วยตับอักเสบ บี เรื้อรังที่มีภาวะต่อไปนี้เข้ารับการตรวจอัลตราซาวด์ ทุก ๖-๑๒ เดือน ได้แก่ ผู้ชายอายุมากกว่า ๔๐ ปี ผู้หญิงอายุมากกว่า ๕๐ ปี มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งตับ ผู้ป่วยโรคตับแข็ง และผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบ บี

 

จากนิตยสาร Health Today ฉบับประจำเดือน ต.ค.๖๐

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………........

แผนกข้อมูลข่าวสาร กองเวชสารสนเทศ (โทร.๕๒๗๐๖)

 

 

 

 

 

 

๓ วิธีเจาะเลือดตรวจเบาหวาน

          โรคเบาหวานที่พบมากในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ คือ โรคเบาหวานชนิดที่ ๒ ซึ่งเกิดจากความผิดปกติในการเผาผลาญเนื่องจากการขาดฮอร์โมนอินซูลิน หรือภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้ระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงผิดปกติจนถึงขั้นเป็นโรคเบาหวาน สำหรับผู้ที่ไม่แน่ใจว่าตัวเองกำลังเป็นโรคเบาหวานหรือไม่ สามารถมารับการตรวจที่โรงพยาบาล คลินิก หรือศูนย์สาธารณสุขที่ใกล้บ้าน โดยวิธีใดวิธีหนึ่งดังนี้

          ๑. เจาะเลือดหลังการอดอาหารแล้ว ๘ ชั่วโมง การแปลผล

          - ค่าน้ำตาลที่ได้ต่ำกว่า ๑๐๐ มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร แปลว่า ปกติ

          - ค่าน้ำตาลที่ได้อยู่ในช่วง ๑๐๐-๑๒๕ มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร แปลว่า ผิดปกติ แต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นโรคเบาหวาน ซึ่งคนกลุ่มนี้ต้องเริ่มออกกำลังกายและควบคุมอาหารอย่างสม่ำเสมอ

          - ค่าน้ำตาลที่ได้ตั้งแต่ ๑๒๖ มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรขึ้นไป แปลว่า เป็นโรคเบาหวาน วิธีนี้ควรตรวจซ้ำอีกครั้งในวันถัดไปเพื่อยืนยัน

          ๒. เจาะเลือดโดยไม่ต้องอดอาหาร สำหรับผู้ที่ไม่สะดวกในการอดอาหาร แต่สงสัยว่าเป็นเบาหวานเนื่องจากมีอาการปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำบ่อย หิวบ่อยหรือกินจุแต่น้ำหนักตัวลด ควรรีบมาตรวจคัดกรอง การแปลผล

          - ค่าน้ำตาลที่ได้ต่ำกว่า ๑๔๐ มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร แปลว่า ปกติ

          - ค่าน้ำตาลที่ได้อยู่ในช่วง ๑๔๐-๑๙๙ มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร แปลว่า ผิดปกติ แต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นโรคเบาหวาน ซึ่งคนกลุ่มนี้ต้องเริ่มออกกำลังกายและควบคุมอาหารอย่างสม่ำเสมอ

          - ค่าน้ำตาลที่ได้ตั้งแต่ ๒๐๐ มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรขึ้นไป แปลว่า เป็นโรคเบาหวาน

          ๓. เจาะเลือดตรวจความทนต่อกลูโคส วิธีนี้มักใช้ตรวจเพื่อยืนยันในรายที่

          - เจาะเลือดหลังอดอาหารแล้ว ๘ ชั่วโมง พบค่าน้ำตาลที่ได้อยู่ในช่วง ๑๐๐-๑๒๕ มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร

          - เจาะเลือดโดยไม่ต้องอดอาหารแล้วพบค่าน้ำตาลที่ได้อยู่ในช่วง ๑๔๐-๑๙๙ มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร

          - วิธีนี้สามารถมารับการตรวจที่โรงพยาบาล โดยการเจาะเลือด ๒ ชั่วโมงหลังดื่มน้ำตาลกลูโคส ๗๕ กรัม การแปลผล ถ้าพบค่าน้ำตาลที่ได้ตั้งแต่ ๒๐๐ มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรขึ้นไป แปลว่า เป็นโรคเบาหวาน วิธีนี้ควรตรวจซ้ำอีกครั้งในสัปดาห์ถัดไปเพื่อยืนยัน

          สำหรับคนที่เป็นโรคเบาหวานอย่าเพิ่งวิตกกังวลจนเกินไป ควรมีความรู้และเข้าใจในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติหรือเหมาะสมด้วยการดูแลตัวเองอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ

จากนิตยสาร Health Today ฉบับประจำเดือน ต.ค.๖๐

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………........

แผนกข้อมูลข่าวสาร กองเวชสารสนเทศ (โทร.๕๒๗๐๖)

ยาสเตียรอยด์ชนิดทาภายนอกใช้อย่างไรให้ปลอดภัย

          ปัจจุบันโรคผิวหนัง เป็นปัญหาสุขภาพของประชาชนทุกเพศทุกวัย อาการที่พบบ่อย เช่น อาการคัน ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ผื่นจากแมลงสัตว์กัดต่อย ซึ่งอาการส่วนใหญ่มักรักษาด้วยยาทา เพราะเป็นยาที่ออกฤทธิ์เฉพาะบริเวณที่ต้องการ มีการดูดซึมเข้าสู่ร่างกายและส่งผลข้างเคียงน้อย โดยผลข้างเคียงเฉพาะที่ เช่น ผิวหนังบาง ผิวหนังแตกลาย หรือผิวหนังเกิดจ้ำเลือด หลอดเลือดขยาย ติดเชื้อบริเวณที่ทายา และผลข้างเคียงตามระบบที่สำคัญคือ กดการทำงานของต่อมหมวกไต กดการเจริญเติบโตในเด็ก ต้อหิน ต้อกระจก

          การใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดทาภายนอกให้ปลอดภัยลดโอกาสเกิดผลข้างเคียงสามารถทำได้โดย

          - ปรึกษาแพทย์ เภสัชกร ก่อนใช้ยาทุกครั้ง

          - ไม่ควรทายาเกินวันละ ๒ ครั้ง ไม่ใช้ปริมาณยามากเกินไป ทาบางๆ ให้ครอบคุลมผิวหนังที่เป็นโรค

          - ไม่ควรทายาติดต่อกันเป็นเวลานาน เช่น บริเวณใบหน้าไม่ควรใช้นานเกิน ๒ สัปดาห์ การใช้ยาที่มีฤทธิ์อ่อนถึงปานกลางไม่ควรใช้ติดต่อกันเกิน ๓ เดือน

          - สามารถหยุดยาได้ก่อนหากอาการดีขึ้น ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ยาจนครบระยะเวลาหรือหมดหลอด

          - การใช้ยาทาบริเวณผื่นผ้าอ้อมในเด็กควรระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากดูดซึมได้มาก ต้องใช้ยาฤทธิ์อ่อน

          - หญิงให้นมบุตร ไม่ควรทายาบริเวณเต้านมก่อนให้นม

          - สตรีตั้งครรภ์สามารถใช้ยาได้ แต่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้ง

          นอกจากนี้หากใช้ยาแล้วมีอาการไม่พึงประสงค์ เช่น รอยโรคลุกลามขึ้น อาการไม่ดีขึ้น ให้ปรึกษาแพทย์ทุกครั้ง

 

จากนิตยสาร Health Today ฉบับประจำเดือน ต.ค.๖๐

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………........

แผนกข้อมูลข่าวสาร กองเวชสารสนเทศ (โทร.๕๒๗๐๖)